วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ตรวจสอบและทบทวน ส5

ตรวจสอบและทบทวน (Review and Reflect on your learning)

ในการเขียนแผนจัดการเรียนรู้ขั้น การออกแบบการเรียนการสอนที่เป็นสากล ปฏิบัติการเขียนแผน จัดการเรียนรู้ด้วยเขียนแผนการสอนตามรูปแบบ the STUDIES Model ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่สอดคล้อง กับสาขาวิชาเอกที่เรียน โดยกําหนดสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้และจัดหาหรือผลิตสื่อการเรียนรู้ประกอบบทเรียน
การออกแบบที่เป็นสากลในการเรียนการสอน (Universal Design for Instruction :UDI)
การนําแนวคิด UD มาใช้โดยเป็นการประยุกต์เพื่อการตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนที่มี ความต้องหลากหลาย โดยมีหลักการว่า UD นั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจว่า ผู้เรียนแต่ละคนมี ลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน และมีความต้องการที่แตกต่างกันด้วย ซึ่งการนํา UD ไปใช้ในการศึกษากเพื่อ สร้างสรรค์สภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้เรียนในแต่ละคน และส่งเสริมให้ ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถของตนเองได้เต็มที่ตามศักยภาพ (Eagleton, 2008)
Scott, Shaw and McGuire (2001) ได้เสนอหลักการในการออกแบบการเรียนการสอนที่เป็นสากล ไว้ 9 ประการ ในการออกแบบการสอนที่เป็นสากล (Universal Design of Instruction หรือ UDI) ได้รับการ พัฒนามาจากการศึกษาค้นคว้างานเขียนและงานวิจัยเกี่ยวกับหลักการในการออกแบบที่เป็นสากล (Universal Design หรือUD) และการเรียนการสอนที่มีประสิทธิผลเพื่อเป็นบรรทัดฐานให้ครูผู้สอนใช้ในการครุ่นคิด ไตร่ตรอง โดยนําไปใช้ได้หลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบหลักสูตรใหม่ ๆ หรือใช้เพื่อพิจารณาการ สิ่งที่ทําอยู่แล้ว ณ ปัจจุบันก็ได้ แล้วแต่ความจําเป็นของผู้สอนแต่ละท่าน หลักการทั้ง 9 ประการนี้จะแสดงให้ เห็นถึงปัญหาเกี่ยวกับการสอน หรือเป็นแนวทางในการสอน ไม่ว่าจะเป็นการประเมินการเรียนรู้ของนักเรียน หรือการขยายประสบการณ์การเรียนรู้ หรือการพิจารณาว่าจะสร้างบรรยากาศในห้องเรียนให้เหมาะสมกับเด็ก ทุกคนได้อย่างไร ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้สอนจะใช้หลักการทุกข้อกับการเรียนการสอนทุกด้านพร้อม ๆ กันได้ แต่เมื่อดูชั้นเรียนโดยองค์รวม จะพบว่าหลักการแต่ละข้อจะเข้ามามีบทบาท หลักการทั้งหมดนี้มี ประโยชน์สําหรับผู้สอนทุกท่าน ไม่เว้นแม้แต่ผู้มีประสบการณ์ชําชองจากสาขาวิชาต่าง ๆ และมีประโยชน์ สูงสุดสําหรับผู้สอนมือใหม่หรือครูผู้ช่วยสอนที่ต้องการคําแนะนําและแนวทางในการสอน
Scot, Shaw and McGuire (2003 : 369 - 379) ได้นําเสนอหลักการในการออกแบบการเรียนการ สอนที่เป็นสากลไว้ 9 ประการ ดังนี้
   1. ความเสมอภาคในการใช้งาน (EQUITABLE USE)
เป็นการออกแบบเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้สําหรับคนทุกคน ข้อมูลและอุปกรณ์ต้องใช้ งานได้อย่างราบรื่นโดยกลุ่มนักเรียนที่เยอะขึ้นและมีความหลากหลายมากขึ้น หมายถึงการใช้อุปกรณ์การ เรียนการสอนที่เหมือนกัน "เมื่อใดก็ตามที่เป็นไปได้ และใช้อุปกรณ์ที่เทียบเท่าเมื่อใช้อุปกรณ์ที่เหมือนกัน ไม่ได้" ตัวอย่างเช่นข้อความดิจิทัลในรูปแบบที่ใช้ได้กับซอฟต์แวร์อ่านข้อความหลาย ๆ ชนิด และมีลิงก์ เชื่อมโยงไปยังข้อมูลเบื้องหลังสําหรับนักเรียนทุกคน
   2. ความยืดหยุ่นในการใช้ (FLEXIBILITY IN USE)
เป็นการออกแบบที่ทําให้ผู้เรียนแต่ละคนที่มีความหลากหลายได้ใช้ได้เช่นเดียวกัน ต้องมี ตัวเลือกหากผู้เรียนต้องการฟังเนื้อหาต้องทําได้ หรือจะพิมพ์ออกมาเป็นเอกสารที่จับต้องได้ก็ต้องทําได้ และยังต้องปรับขนาดและความคมชัดของตัวอักษรได้เพื่อประโยชน์ต่อผู้เรียนที่มีปัญหาด้านสายตา ผู้สอนควร จัดเตรียมวิธีการสอนที่หลากหลาย เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้รับสาระความรู้เกี่ยวกันในหลายรูปแบบ
   3. ง่ายและเป็นธรรมชาติ (SIMPLE AND INTUITIVE)
เป็นการออกแบบที่ทําให้ผลิตภัณฑ์นั้นใช้งานง่าย สิ่งสําคัญในการเรียนรู้คือความเข้าใจเนื้อหาที่ เรียน ไม่ใช่วิธีในการทําความเข้าใจ (วิธี ไม่สําคัญ สําคัญคือเข้าใจ) เมื่อผู้สอนจะนําหลักการนี้ไปใช้จึงต้องใช้ ตารางคะแนนช่วย (ในตารางจะเขียนว่าต้องเข้าใจอะไรอย่างไร)
   4. สารสนเทศที่ช่วยให้รับรู้ได้ (PERCEPTIBLE INFORMATION)
เป็นการออกแบบที่ทําให้ผู้เรียนแต่ละคนเข้าถึงข้อมูลได้เหมือนกัน ข้อมูลสารสนเทศความรู้จะ ถูกนําเสนอแก่ผู้เรียนในลักษณะที่สามารถเข้าถึงได้ (ตัวอย่างเช่นเมื่อพูดถึงกราฟิกจะมีการอธิบาย หรือใช้ แท็กสําหรับผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางสายตา ส่วนคําบรรยายมีไว้สําหรับนักเรียนที่มีความบกพร่อง ทางการได้ยิน และเอกสารการอ่านทั้งหมดจะมีให้ในรูปแบบดิจิทัลที่เข้าถึงได้)
   5. การยอมรับว่าจะมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น (TOLERANCE FOR ERROR)
เป็นการออกแบบที่คํานึงความปลอดภัยของผู้เรียน (ในฐานะใช้) ผู้สอนต้องเข้าใจว่าผู้เรียนมี ประสบการณ์ที่แตกต่างกัน และมีแหล่งเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ผลก็คือประสิทธิภาพของการสอนก็ย่อมแปรผัน ไปเช่นเดียวกัน ผู้สอนต้องให้ผู้เรียนแบ่งโครงงานใหญ่ ๆ ออกเป็นส่วนเล็ก ๆ มาส่งก่อน เพื่อจะได้นํา ข้อเสนอจากผู้สอนไปปรับปรุงโครงงานโดยรวม
   6. ความสามารถทางกายภาพที่ต่ํา (LOW PHYSICAL EFFORT)
เป็นการออกแบบเพื่อให้ผู้ใช้มีความเมื่อยล้าในการใช้น้อยที่สุด เมื่อความพยายามทางกายภาพ ไม่ได้เป็นส่วนสําคัญของหลักสูตรายวิชา ความพยายามทางกายภาพควรจะขจัดให้หายไปเพื่อที่ผู้เรียนจะ "เพิ่มความสนใจในการเรียนรู้" ดังนั้นการลดอุปสรรคการเรียนรู้ในทางกายภาพก็เป็นดีในการเรียนรู้สําหรับ ผู้เรียนบางคน
   7. ขนาดและพื้นที่สําหรับการประยุกต์ใช้และการใช้ (SIZE AND SPACE FOR APPROACH AND USE)
เป็นการออกแบบเพื่อผู้ใช้ที่มีขนาดร่างกายที่แตกต่างกันใช้ได้อย่างสะดวก พิจารณาความ ต้องการของผู้เรียนภายในพื้นที่ที่กําหนดไว้ โดยให้ความสําคัญกับการเปลี่ยนแปลงในขนาดร่างกาย ท่าทาง การเคลื่อนไหว และความต้องการของนักเรียน
   8. ชุมชนของผู้เรียน (A COMMUNITY OF LEARNERS)
เป็นการออกแบบสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ สร้างสภาพแวดล้อม (ทั้งทางกายภาพและทางออนไลน์) ที่รู้สึกปลอดภัยและสนับสนุนการโต้ตอบระหว่างนักเรียนด้วยกันเอง รวมทั้งระหว่างนักเรียนและผู้สอน
   9. บรรยากาศในการสอน ( INSTRUCTIONAL CLIMATE)
เป็นการออกแบบสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ ที่สภาพแวดล้อมได้รับการออกแบบมาเพื่อผู้เรียนทุกคน สื่อสารให้นักเรียนรับรู้ว่าผู้สอนมีตั้งความคาดหวังไว้สูงสําหรับผู้เรียนทุกคน อาจารย์ผู้สอนสามารถเริ่มต้นกระบวนการนี้ได้ทั้งในหลักสูตรกับคําแถลงเกี่ยวกับความคาดหวังในการเคารพต่อความแตกต่างและความหลากหลายรวมถึงข้อความกระตุ้นให้นักเรียนเปิดเผยตนเองเกี่ยวกับปัญหาการเรียนรู้ที่ได้รับการรับรองหรือสงสัย
รูปแบบ the STUDIES Model
รูปแบบ The STUDIES Model มี 7 ขั้นตอน ดังรายละเอียดต่อไปนี้
S : กําหนดจุดหมายการเรียนรู้ (Setting learning goals) การกําหนดจุดหมายการเรียนรู้ ผู้เรียนต้อง ระบุจุดหมายการเรียนรู้(goals) ด้วยการระบุความรู้และการปฏิบัติ โดยการระบุ ความรู้ในรูปของสารสนเทศ (declarative knowledge) และระบุทักษะ การปฏิบัติ หรือกระบวนการ(procedural knowledge) จุดหมาย การเรียนรู้ไม่ได้ถูกจํากัดด้วยจํานวนของบทเรียน ปริมาณเนื้อหาสาระหรือความรู้สูงสุด แต่หมายถึงความ คาดหวังที่จะเรียนรู้ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งและเจตนาที่จะให้ผู้เรียนแสดงถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้
T : วิเคราะห์ภาระงาน (Task Analysis) ศึกษาข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ได้ ความรู้ (knowledge) ทักษะ (Skill) และเจตคติ(Attitude) ที่เกี่ยวข้อง เพื่อการอธิบายภาระงานหรือกิจกรรมที่ช่วยนําทางผู้เรียนไปสู่ จุดหมายการเรียนรู้ การวิเคราะห์งานจะเขียนแสดงความสัมพันธ์ด้วย KSA diagram คือ Knowledge-Skill
Attitudes
U : การออกแบบการเรียนการสอนที่เป็นสากล (Universal Design for Instruction UDI) เป็นการ ออกแบบการสอนที่ครูมีบทบาทเป็นผู้ดําเนินการเชิงรุก (proactive) เกี่ยวกับการผลิตและหรือจัดหาจัดทําหรือ ชี้แนะผลิตภัณฑ์การศึกษา(educational products (computers, websites, Software, textbooks, and lab equipment) และสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้(dormitories, classrooms, student union buildings, libraries, and distance learning courses) ที่จะระบุถึงในทุกขั้นตอนของการเรียนการสอน
D : การเรียนรู้จากสื่อดิจิทัล (Digital Learning) การเรียนรู้จากสื่อดิจิทัลเป็นการเรียนรู้ผ่านเครือข่าย เช่น เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social networking) การแชร์ภาพ และการใช้อินเทอร์เน็ตแบบเคลื่อนที่ เป็นต้น การเรียนรู้จากสื่อดิจิทัลมีนัยมากกว่าการรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ แต่ยังครอบคลุมถึงประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับเนื้อหา(content) จริยธรรม สังคม และการสะท้อน (Reflection) ซึ่งฝังอยู่ในการเรียนรู้ การทํางาน และชีวิตประจําวัน
I : การบูรณาการความรู้ (Integrated Knowledge) การเชื่อมโยงความรู้ที่เกี่ยวข้องภายในศาสตร์ ต่าง ๆ ของรายวิชาเดียวกันหรือหลากหลายวิชาเพื่อให้ผู้เรียนสามารถนําความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง ในการ จัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ (Integrated learning Management) เป็นกระบวนการจัดประสบการณ์โดย เชื่อมโยงสาระความรู้ของศาสตร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ผู้เรียนได้รับความรู้ ทักษะ และเจตคติ
E : การประเมินเพื่อปรับปรุงการสอน (Evaluation to Improve Teaching) การประเมินการเรียนรู้ ของตนเอง โดยกําหนดค่าคะแนนจากการวิเคราะห์การประเมินการเรียนรู้ด้านความรู้ (Cognitive Domain) ของบลูม (Bloom's Taxonomy) การประเมินตามสภาพจริงและการประเมินจากแฟ้มสะสมงาน เป็นการ ตรวจสอบการบรรลุจุดหมายการเรียนรู้
S : การประเมินอิงมาตรฐาน (Standard Based Assessment ) การประเมินคุณภาพการเรียนรู้ อิงมาตรฐาน โดยใช้แนวคิดพื้นฐาน โครงสร้างการสังเกตผลการเรียนรู้ (Structure of Observed Learning Outcomes : SOLO Taxonomy) มากําหนดระดับคุณภาพผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นการตรวจสอบคุณภาพ การเรียนรู้ รวมถึงมาตรฐานการประเมินคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก
แผนการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์
โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ประจำปี 2556
กิจกรรมที่ 1 เรื่อง น้ำ ปรากฏการณ์การ จมการลอย             
 การทดลองที่ 1เรื่อง น้ำ ทราย น้ำมัน
โรงเรียนบ่อวิทยบางระกำ  ประจำปีการศึกษา 2556


1.  มาตรฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ปฐมวัย
            มาตรฐาน ว 3.1-6:สังเกตและอธิบายการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

2. แนวคิดหลักของการทดลอง
            การจมการลอย วัตถุที่สามารถลอยน้ำได้ จะต้องมีน้ำหนักน้อยกว่าหรือเท่ากับน้ำ เมื่อขนาดเท่ากัน ทรายนักกว่าน้ำจึงจม น้ำมันเบากว่าน้ำจึงลอย น้ำมันกับน้ำจึงแยกชั้นกันเสมอ น้ำมันจะอยู่ด้านบนและจมอยู่ด้านล่าง
3. จุดประสงค์การเรียนรู้
            1.ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการหาคำตอบได้
            2. เด็กสามารถปฏิบัติการทดลองเพื่อพิสูจน์สมมติฐานที่ตั้งไว้ได้
            3. เด็กสามารถบันทึกผลการทดลอง และนำเสนอผลการทดลองได้

4. สาระการเรียนรู้
            1. สาระที่ควรเรียนรู้
                        กักน้ำไว้ได้
            2. ประสบการณ์สำคัญ      
2.1 การรู้จักสิ่งต่างๆ ด้วยการมอง ฟัง สัมผัส ชิมรส และดมกลิ่น (การคิด)
                        2.2การอธิบายเกี่ยวกับสิ่งของ เหตุการณ์ และความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ 
      (การใช้ภาษา)
2.3การตั้งสมมติฐาน (การสังเกต การจำแนก และการเปรียบเทียบ)
2.4 การทดลองสิ่งต่างๆ (การสังเกต การจำแนก และการเปรียบเทียบ)


5. วิธีการดำเนินการจัดกิจกรรมการทดลอง 
            ขั้นเริ่มต้น
            1. ครูและนักเรียนพูดคุยการลอยตัวของไขมันที่ลอยอยู่ด้านบนของน้ำซุป
            2.แบ่งนักเรียนออกเป็น 10 กลุ่ม กลุ่มละเท่าๆกัน
            3.ครูให้นักเรียนนำของต่างๆมา เพื่อทดลองการลอยน้ำของวัตถุ
            4.ให้เด็กช่วยกันล้างทรายให้สะอาด
            5.ครูและนักเรียนช่วยกันเตรียมอุปกรณีต่างๆ
            ขั้นทดลอง
            6.เทน้ำลงในขวดแยมประมาณ สามส่วนสี่ จากนั้นใส่ทรายลงไปคนให้เข้ากัน
            7.เทน้ำมันพืชลงในขวดแยมและปิดฝาให้แน่น เขย่าขวดหลายๆครั้ง
            8.แล้วนำไปวางบนโต๊ะ เพื่อสังเกต
            9.ทำซ้ำข้อ7อีกรอบบันทึกผล
ขั้นสรุป
            10.ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปบทเรียนการทดลอง เรื่อง น้ำ ทรายและน้ำมัน พบว่า ทรายจะตกตะกอนอย่างรวดเร็ว น้ำมันพืช น้ำ และฟองอากาศ ซึ่งเกิดจากการเขย่ารวมตัวกัน แต่หลังจากนั้นไม่กี่นาที น้ำมันพืชและน้ำจะแยกชั้นออกจากกัน
11.นักเรียนบันทึกผลการทดลองด้วยการวาดภาพระบายสีให้สวยงาม
            
6.สื่อ/แหล่งเรียนรู้
            1. ภาชนะสำหรับล้างทราย
            2. น้ำมันพืช
3. ถ้วยตวงใส่น้ำ
4.ทราย
5.ช้อนชา / ช้อนโต๊ะ
6.ขวดแยมพร้อมฝาปิด
7.แก้วใบเล็ก
7.การวัดและประเมินผล
            1.วิธีการวัดประเมินผล
                        วัดและประเมินผลโดยการสังเกตพฤติกรรมเด็กเป็นรายบุคคล
            2.เครื่องมือที่ใช้ในการสังเกตพฤติกรรมเด็กเป็นรายบุคคล
                        แบบประเมินการสังเกตพฤติกรรมเด็กเป็นรายบุคคล
            
3. ประเด็นที่จะวัดและประเมินผล
                        1.เด็กสามารถใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการหาคำตอบได้
                        2. เด็กสามารถปฏิบัติการทดลองเพื่อพิสูจน์สมมติฐานที่ตั้งไว้ได้
                        3.เด็กสามารถบันทึกผลการทดลอง และนำเสนอผลการทดลองได้
4. เกณฑ์การวัดและประเมินผล
                        1. เกณฑ์การให้คะแนน
                                  หมายถึง แสดงอาการลังเลในการปฏิบัติการทดลอง
                                  2 หมายถึง ปฏิบัติการทดลองได้โดยการชี้นำของครู หรือทำตามเพื่อน
                                  หมายถึง ปฏิบัติการทดลองได้ด้วยตนเองด้วยความมั่นใจ
                        2. เกณฑ์การประเมิน
                                  คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 2.51-3.00ระดับคุณภาพ หมายถึง ดี
                                  คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 1.51-2.50ระดับคุณภาพ หมายถึง ปานกลาง
                                 คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 1.00-1.50 ระดับคุณภาพ หมายถึง ปรับปรุง
                        3. เกณฑ์การตัดสิน
                                 ผ่านเกณฑ์การประเมินตามรายการที่กำหนดที่ระดับคะแนนเฉลี่ย2.00 ขึ้นไป



8. บันทึกผลหลังการจัดกิจกรรมโครงงาน เรื่อง น้ำ ทรายและน้ำมัน
            
8.1 ผลการจัดกิจกรรมการทดลอง
            นักเรียนได้เรียนรู้ในเรื่องการจมการลอย จากกรทดลองนี้ว่าทรายหนักกว่าน้ำจึงจมน้ำ แต่น้ำมันเบากว่าน้ำจึงลอยอยู่บนผิวน้ำ น้ำกับน้ำมันจะไม่ผสมเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะน้ำมันมีโครงสร้างโมเลกุลแตกต่างกัน

            8.2 สภาพปัญหา/อุปสรรค
            ในการทดลองขวดแยมมีค่อยข้างน้อยจึงทำให้ไม่ได้ทดลองทุกคน
            8.3 ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไข
ต้องเตรียมอุปกรณ์ให้ได้มากที่สุด และไว้ล่วงหน้านักเรียนจะได้ทำทุกคน
                                                                                    
                                                                                    ลงชื่อ………………………….ผู้สอน
                                                                                              ครูประจำชั้นอนุบาลปีที่ 1
                                                                                    



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น